สถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้ (สจรส. ม.อ.)

ป.โท รุ่นที่ 1

แนวทางการวางและเขียนโครงร่างงานวิจัย/วิทยานิพนธ์อย่างง่ายๆ แต่เข้าท่า.....

by Little Bear @June,27 2011 22.40 ( IP : 122...72 ) | Tags : ป.โท รุ่นที่ 1 , กระดานสนทนา ป.โท

แนวทางการวางและเขียนโครงร่างงานวิจัย/วิทยานิพนธ์อย่างง่ายๆ แต่เข้าท่า..... ที่พี่ไก่(สุทธชาติ เมืองปาน) โพสท์มาให้ทางเมล์ น่าสนใจครับ ลองอ่านแล้วนำไปประยุกต์ใช้คงได้ประโยชน์ต่อการทำ Thesis กัน

ตัวอย่างการเริ่มวางกรอบหัวข้อทำวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์

จากการวิเคราะห์แนวทางการวางกรอบงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ น.ส.สุกัญญา สุรเสียง นักศึกษาปริญญาโทสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ก่อนที่จะลงมือทำวิจัยในหัวข้อใดนั้น ควรมีแนวทางในการเริ่มเขียนโครงร่างงานวิจัยเบื้องต้น ดังนี้

1. เริ่มจากนึกชื่อเรื่องที่ได้กำหนดไว้ในใจ ว่าอยากจะทำหรือตั้งใจที่จะวิจัย แล้วเชื่อมโยงความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ....

ก. อยากทำเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรม
ข. กลุ่มที่สนใจ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทอง (ผู้สูงอายุ)
ค. จากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับโรคเบาหวาน พบว่าผู้สูงอายุเป็นโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินมากที่สุด
ง. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงระดับปกติมากที่สุด
จ. ผู้สูงอายุที่หมู่บ้านที่อาศัย ส่วนใหญ่พักอยู่กับลูกหลาน
ฉ. ลูกหลาน ญาติพี่น้อง เป็นผู้คอยดูแล ปรนนิบัติผู้สูงอายุในหลาย ๆ เรื่อง
ช. แสดงว่า ญาติพี่น้องเป็นผู้คอยดูแลสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุ
ซ. ญาติพี่น้อง ที่ดูแลผู้สูงอายุน่าจะมีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยได้

2. โยงใยความสัมพันธ์จากตัวเลือกที่วางไว้ไปเรื่อยๆ เพื่อกำหนดหัวข้อที่น่าจะเป็นไปได้

ก. พฤติกรรมของกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน (1ก + 1ข)
ข. พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน (1ก+1ง)
ค. พฤติกรรมของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (1ก+1ค)
ง. พฤติกรรมของกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (1ก+1ข+1ค)
จ. พฤติกรรมของญาติพี่น้องในการดูแลสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (1ก+1ข+1ช+1ซ)

หลังจากโยงใยความสัมพันธ์ต่างๆแล้ว ตัวเลือกที่ดูเข้าท่าคือ ข้อ จ. แล้วจึงมาเรียบเรียง ใหม่ เป็นชื่อหัวข้อวิจัยที่ว่า "พฤติกรรมของผู้ดูแลกับภาวะควบคุมโรคในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุชนิดไม่พึ่งอินซูลิน" ใช้คำบางคำจาก ข้อ1 ก+ซ+ง+ค มาต่อกัน เพื่อกำหนดหัวข้อที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

3. แยกคำสำคัญที่ได้จากข้อ 1 จะได้ดังนี้

  • พฤติกรรม,
  • โรคเบาหวาน,
  • ผู้สูงอายุ,
  • ระดับน้ำตาลในเลือด,
  • ผู้คอยดูแล, หรีอ ผู้ดูแล
  • สุขภาพอนามัย,
  • อินซูลิน,
  • เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน

4. นำคำสำคัญที่แยกมานี้ ไปค้นหาเอกสาร หนังสือที่น่าจะเกี่ยวข้องกับงานที่จะทำวิจัยในห้องสมุด หรือจากอินเตอร์เนต

โดยเข้าไปสืบค้นจากเวบไซต์ของห้องสมุด นำคำสำคัญที่แยกได้จากข้อ 3 ใส่ในตัวสืบค้น ของเวบห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็น ชื่อเรื่อง หัวเรื่อง คำสำคัญ เพื่อตรวจดูว่ามีเอกสารที่สนใจในห้องสมุดนั้นหรือไม่

โดยสามารถคลิกเข้าไปตามที่ต่าง ๆ แล้วสืบค้นได้เลย

จะได้เอกสารที่ใช้สำหรับเป็นแนวทางในการอ่านประกอบการเขียนโครงร่างวิจัย ดังนี้

  • ปัญหาผู้สูงอายุและแนวทางแก้ไข
  • การพยาบาลอารุยศาสตร์ - หัวข้อ การพยาบาลผู้ป่วยเบาหวาน
  • มารู้จักโรคเบาหวานกันเถอะ
  • วิทยานิพนธ์ "ประสิทธิผลของแรงสนับสนุนจากญาติต่อพฤติกรรมการปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมโรค เบาหวานในกลุ่มผู้สูงอายุที่คลีนิกโรคเบาหวาน" วทม.สุขศึกษา...มหิดล
  • วารสารรามาธิบดีสาร หัวข้อ"ญาติผู้ดูแลที่บ้าน: แนวคิดและปัญหาในการวิจัย"
  • รายงานวิจัยเรื่องข้อเท็จจริงและทัศนคติเกี่ยวกับการเลี้ยงดูและดูแลผู้สูงอายุของครหนุ่มสาวไทย
  • พฤติกรรมสุขภาพและสุขศึกษา
  • พฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุไทยที่อายุยืนยาวและแข็งแรง
  • วิทยานิพนธ์ "การรับรู้บทบาทกับภาวะการควบคุมโรคของผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน" พย.ม. การพยาบาลผู้ใหญ่ ม.ขอนแก่น
  • หนังสือชุดการดูแลและรักษากลุ่มโรคไม่ติดต่อด้านพฤติกรรมและวิถีชีวิต

และอื่นๆอีกมากมาย เท่าที่มีเวลาจะค้นได้...

5. เมื่อได้เอกสารมาแล้ว ควรจดบันทึกว่าได้เอกสารนั้นมาจากแหล่งใด

เมื่อเวลาผ่านไปจำนวนเอกสารที่ค้นหาได้มีปริมาณมาก เมื่อจะย้อนกลับไปค้นหาเอกสารที่เคยค้นจะต้องเริ่มค้น และใช้เวลามาก หากจดบันทึกไว้ก็สามารถลดเวลาและเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ทันที เช่น

หนังสือ "ปัญหาผู้สูงอายุและแนวทางแก้ไข" ค้นจากเวบห้องสมุดมหิดล

ผู้แต่ง...... จำนวนหน้า....... ฯลฯ

ควรจะจดบันทึกไปเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหัวข้อที่เราเลือก และเรื่องที่เกี่ยวข้องน้อย ๆ บางทีเรื่องที่เกี่ยวข้องน้อยๆ อาจจะมีประโยชน์ที่จะหยิบมาเขียนอ้างอิงในเอกสารได้ในภายหลังได้ และประโยชน์ที่สำคัญ เวลาเขียนบรรณานุกรม หรือในขณะเขียนรายงานวิจัย/วิทยานิพนธ์ หากคิดอะไรไม่ออก เมื่อกลับมาเปิดสมุดบันทึกที่จดมา ชื่อหนังสือบางเล่มที่เคยค้นหาจะช่วยให้เรานึกถึงสิ่งที่เราจะนำมาเขียนได้

แต่เมื่อถึงเวลาเขียน เรามักจะจับต้นชนปลายและนึกอะไรไม่ค่อยจะออก ทำให้ใช้เวลาในการคิดและเขียนนานมากขึ้น แต่หากมีบันทึกไว้ เมื่อนึกอะไรไม่ออกแล้วมานั่งเปิดดู จะช่วยเราได้เยอะ

6. ศึกษา อ่านเอกสารที่ค้นมานั้น จะเข้าใจปัญหาในหลายแง่มุม แล้วจะสามารถกำหนดปัญหาทางการวิจัยที่ชัดเจน แน่นอนขึ้น

7. ทำการค้นหาเอกสารเชิงวิจัยที่ออกล่าสุด โดยพิจารณาความเกี่ยวข้องเรื่องที่จะวิจัย 5 ด้าน คือ อะไร อย่างไร ใคร ที่ไหน เมื่อไร โดยอ่านย้อนหลังไปเรื่อยๆ....

7.1 อะไร.... เรื่องที่จะทำการวิจัยมีอะไรบ้าง ให้ผลอย่างไร

  • ตัวแปรอิสระมีผลต่อตัวแปรตามอย่างไร
  • ตัวแปรอิสระคืออะไร
  • ตัวแปรตามคืออะไร

7.2 เมื่อไร .... มีการวิจัยลักษณะเดียวกันนี้ออกมาเมื่อไรบ้าง

7.3 ที่ไหน .... มีการทำวิจัยลักษณะนี้ที่ใดบ้าง (ในไทย/ต่างประเทศ)

7.4 ใคร ... ผู้ถูกศึกษา คือใคร มีลักษณะอย่างไร (อายุ, เพศ)

7.5 อย่างไร..

  • มีวิธีดำเนินการวิจัยอย่างไร
  • วัดตัวแปรอย่างไร ทำอย่างไร
  • ทำไมต้องทำอย่างนั้น

8. เมื่อพิจารณาความเกี่ยวข้องแล้ว คุณย่อมมีข้อมูลในหัวเพียงพอที่จะเขียนโครงร่าง โดยอาจเขียนเป็นแนวทางคร่าว ๆ ดังนี้

บทที่ 1 บทนำ

  • ความนำ ( หลักการและเหตุผลและความสำคัญของการวิจัย)
  • การประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้อง (เพื่อให้คำนิยามปฏิบัติการของตัวแปรและสมมติฐาน)
  • กรอบแนวคิด
  • ข้อตกลงเบื้องต้น
  • สมมติฐาน

บทที่ 2 วิธีการวิจัย

หลังจากนั้นจึงเริ่มลงมือทำการวิจัย ซึ่งจะได้งานวิจัยฉบับเต็มเรื่อง พฤติกรรมของผู้ดูแลกับภาวะควบคุมโรคในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุชนิดไม่พึ่งอินซูลินอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสาธารณสุข ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม-มิถุนายน 2545

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้ข้อมูลในช่วงเวลาที่กำหนด (cross-sectional survey) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรม ของผู้ดูแลกับภาวะการควบคุมโรคในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุชนิดไม่พึ่งอินซูลิน อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เก็บข้อมูลในกลุ่มผู้ดูแลและผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ กุล่มละ 127 คน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 ถึงกุมภาพันธ์ 2542 จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ดูแลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณาเป็นค่าความถี่, ร้อยละและค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมของผู้ดูแลกับ ภาวะการควบคุมโรคในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุโดยใช้ค่าไคสแควร์. odd ratio ที่ความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และ multiple logistic regression ส่วนข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis) ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลและพฤติกรรมของผู้ดูแลที่มีผลทำให้ภาวะการ ควบคุมโรคของผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ได้แก่ อายุ,สถานภาพสมรส, รายได้ครอบครัวต่อปี, เวลาที่อยู่กับผู้ป่วยในแต่ละวันและทัศนคติ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุส่วนใหญ่ได้รับความรู้จากตัวผู้ป่วยและเพื่อน บ้านที่เป็นเบาหวาน โดยผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีจะให้การดูแลใน เรื่องเกี่ยวกับการควบคุมอาหาร, การออกกำลังกาย และ การมาตรวจตามนัดได้ดีกว่าผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดได้ไม่ดี

คำสำคัญ : การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด , พฤติกรรมของผู้ดูแล , ผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุชนิดไม่พึ่งอินซูลิน

Comment #1
Posted @August,17 2011 05.07 ip : 118...134

ดีจังเลย ได้ใช้เป็นแนวทาง
ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง